ฝ้า กระ เกิดจากอะไร ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดฝ้า






ฝ้าเป็นโรคผิวหนังที่เป็นกันมาก แม้ว่าจะสามารถส่งผลกระทบต่อทุกคน แต่หญิงสาวที่มีโทนสีผิวน้ำตาลอ่อนมีความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

1. แสงแดดเชื่อว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดแสงอัลตราไวโอเลตทั้งยูวีเอ และรวมทั้งแสง visible light เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้า หรือทำให้ฝ้าเป็นมากขึ้นได้ทั้งสิ้น คนส่วนใหญ่ที่มีฝ้า มักมีประวัติพบเจอแสงแดดอย่างสม่ำเสมอแทบทุกวัน เกิน 90%ของผู้ที่เป็นฝ้าเป็นผู้หญิงโดยเฉพาะในภูมิอากาศเขตร้อน การป้องกันรักษาที่ดีที่สุดคือ ป้องกันแสงแดดและการหลีกเลี่ยงแสงแดด ปกติการรักษาต้องใช้ ครีมกันแดด ควบคู่ด้วยเสมอจะใช้แต่ครีมปรับลดการ ทำงานของเม็ดสีผิวเพียงอย่างเดียวไม่ได้

2. ฮอร์โมนด้วยอิทธิพลของฮอร์โมนจะทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติ เป็นฝ้ามักจะเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจนฮอร์โมนเพศหญิงและ progesterone มันเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งพบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์และหญิงที่ต้องทานยาคุมกำเนิด (ยาคุมกำเนิด) และหญิงรับฮอร์โมนทดแทน (HRT) ในช่วงวัยหมดประจำเดือน

3. ผู้ที่รับประทานยากันชักบางชนิดมักเกิดผื่นดำคล้ายรอยฝ้าที่บริเวณใบหน้า

4. การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอางอาจทำให้เกิดรอยดำแบบฝ้าได้ ส่วนผสมเหล่านี้อาจเป็นพวกสารให้กลิ่นหอม หรือสี

5. พันธุกรรมเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากมีรายงานว่าเป็นในครอบครัวได้ถึงร้อยละ 30-50 ฝ้า กระ ป้องกันได้ หาย
ได้แต่ไม่หายขาด คือมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นฝ้าหรือฝ้าที่เคยจางจนสามารถปกปิดด้วยเมคอัพต่างๆ สามารถกลับคืนมาเข้มขึ้นได้อีกขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวและการหลีกเลี่ยงป้องกัน การกลับเป็นซ้ำตามสาเหตุของแต่ละคน

ลักษณะของฝ้า

          อาการ ตำแหน่งที่พบฝ้าได้บ่อย ได้แก่ บริเวณใบหน้าที่มีโอกาสสัมผัสกับแสงแดดมากๆ เช่น โหนกแก้ม หน้าผาก จมูก เหนือคิ้วและบริเวณเหนือริมฝีปาก ซึ่งมักเป็นทั้งด้านซ้ายและขาวของร่างกายอย่างสมมาตรกัน ในบางคนอาจพบรอยดำได้บริเวณหัวนม รักแก้ ขาหนีบ ฝ้าไม่ก่อให้เกิดอาการอื่นๆ นอกเหนือจากการเปลี่ยนสีผิวใด ๆ แต่อาจทำให้ไม่มีความมั่นใจกังวลกับใบหน้า ฝ้ามี 3 ประเภท

1. Epidermal ที่เกิดขึ้นในชั้นบนของผิวหนังชั้นหนังกำพร้า ฝ้าตื้น ฝ้าแบบตื้นจะอยู่ในระดับผิวหนังกำพร้า มักมี
ลักษณะเป็นสีน้ำตาลขอบชัดเกิดได้ง่าย และสามารถรักษาให้หายได้เร็ว ฝ้าชนิดนี้ยังรักษาโดยการใช้ยาทาฝ้า
อ่อนๆ และยาทากันแดด ก็สามารถลบเลือนให้หายได้

2. Dermis ฝ้าแบบลึกจะมีความผิดปกติอยู่ในชั้นที่ลึกกว่าชนิดแรก โดยจะเกิดฝ้าในระดับที่ลึกกว่าผิวหนังกำพร้า และ
จะเกิดความผิดปกติในระดับชั้นผิวหนังแท้ มีลักษณะเป็นสีม่วงๆ อมน้ำเงิน ขอบเขตไม่ชัด รักษาได้ยากกว่า ฝ้าชนิด
ตื้นและไม่ค่อยหายขาด การใช้ยาทาฝ้าอ่อนๆ และยากันแดด เพียงแต่ช่วยให้ดีขึ้นเท่านั้น

3. ชนิดผสม ทั้งแบบฝ้าตื้นและฝ้าลึก
อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า กระ และฝ้า ส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทั้งนี้เพราะ
เราไม่ทราบสาเหตุต้นกำเนิดที่แท้จริง แต่ทำให้ฝ้าจางลงจากใบหน้าได้ชั่วคราว แต่ก็อาจกลับมาเป็นใหม่ได้

วิธีการรักษามุ่งเน้นหลักสำคัญสองประการ คือ

1. หลีกเลี่ยงหรือป้องกันปัจจัยที่จะมากระตุ้นให้กระ หรือฝ้า เป็นมากขึ้น

2. พยายามรักษาให้รอยคล้ำนั้นจางลง ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด หรือยาอื่นๆ ที่อาจทำให้
รอยคล้ำนั้นเป็นมากขึ้น การหลีกเลี่ยงการตากแดดเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดอย่างต่อเนื่อง
สม่ำเสมอ

การรักษาฝ้าด้วยการทาครีมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือยาทา 

1. ผลัดลอกผิวที่หมองคล้ำดำ Chemical peels กลุ่มที่เร่งการขจัดเซลล์หนังกำพร้ามีผลทำให้เม็ดสีเมลานินถูก
กำจัดออกไปได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ หรือ Alphahydroxy acid (AHA),BHA
และอนุพันธ์ของวิตามินเอ(retinol) เป็นต้น

2. กลุ่มยาหรือผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีผลลดการสร้างเมลานินเช่น กรดโคจิค (Kojic acid) ,เจลวิตามินซี,อาร์บูติน เป็นต้น และผลการรักษาจะต้องใช้ระยะเวลา 4 ถึง 8 สัปดาห์จึงเป็นการเปลี่ยนแปลง ขึ้นกับว่าเป็นฝ้าระดับใด สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำ แต่ไม่มีฝ้าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงเร็วกว่านี้ คือภายใน 2 -4 สัปดาห์ ขึ้นกับสภาพผิว และปฏิบัติตัว หลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาผิว และการทาครีมอย่างสม่ำเสมอ
Powered by MakeWebEasy.com